| สมาคมธนาคารไทย ก่อตั้งเมื่อ กันยายน พ.ศ. 2501
เพื่อเป็นองค์กรส่วนรวมของธนาคารพาณิชย์ไทย
โดยทำหน้าที่ประสานนโยบายกับภาครัฐอย่างใกล้ชิด
สมาชิกของสมาคมธนาคารไทย
ประกอบด้วยธนาคารพาณิชย์ไทย รวม 16 ธนาคาร
ได้แก่ 1. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 2.
ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 3.
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน 4.
ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 5.
ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) 6.
ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 7.
ธนาคารสแตนดาร์ดชาเตอร์ด (ไทย) จำกัด
(มหาชน) 8. ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)
9. ธนาคารยูโอบี จำกัด
(มหาชน)
10. ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด
(มหาชน) 11. ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) 12.
ธนาคารทีสโก้ จำกัด (มหาชน) 13. ธนาคารแลนด์
แอนด ์เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) 14.
ธนาคารสินเอเชีย จำกัด (มหาชน)
15.
ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
16. ธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน)
การบริหารงานของสมาคมธนาคารไทย สมาคมฯ
บริหารงานโดย คณะกรรมการบริหาร
ซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากสมาชิก
ให้ดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี คณะกรรมการบริหาร
รวมกันไม่เกิน 5 คน ประกอบด้วย ประธานกรรมการ 1
คน กรรมการอื่น อีก 4 คน คณะกรรมการบริหาร
มีหน้าที่ กำหนดนโยบายและบริหารกิจการของสมาคมฯ
ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และข้อบังคับของสมาคมฯ
ที่กำหนดไว้
หลักการบริหารงานสมาคมธนาคารไทย -
มุ่งเน้นในการสร้างความพร้อม
และความร่วมมือระหว่างธนาคารสมาชิกด้วยกัน
ทางด้านการเงินการธนาคาร -
ให้ความร่วมมือและประสานงานกับภาครัฐบาล
และองค์กรเศรษฐกิจหลักของภาคเอกชน
ในการพัฒนาเศรษฐกิจการเงินของประเทศ
ให้เจริญและก้าวหน้ายิ่งขึ้น -
สนับสนุนนโยบายของรัฐ
ที่มุ่งเน้นการเปิดเสรีทางการเงินในอนาคต
โดยมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้ประเทศไทย
พัฒนาเป็นศูนย์กลางทางการเงินในภูมิภาคอาเซียนในอนาคต
สำหรับการบริหารงานประจำของสมาคมฯ
อยู่ในความรับผิดชอบของ เลขาธิการสมาคมฯ
ซึ่ง เป็นเจ้าหน้าที่ประจำที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหาร
และแต่งตั้งให้เป็นผู้บริหารงานด้านวิชาการและกิจการทั่วไปของสมาคมฯ
พร้อมทั้งรับมอบอำนาจจากประธานกรรมการบริหารให้เป็นผู้แทนของสมาคมฯ
ดำเนินการและประสานงานกับ บุคคล
สถาบันและองค์กรของภาครัฐและภาคเอกชนต่างๆ
ในส่วนที่เกี่ยวกับกิจการของสมาคมฯ เลขาธิการสมาคมฯ
คนปัจจุบัน คือ ดร. ธวัชชัย ยงกิตติกุล
วัตถุประสงค์ของสมาคมฯ
มีดังต่อไปนี้
- ส่งเสริมกิจการธนาคารไทย
- สนับสนุนและช่วยเหลือสมาชิก
แก้ไขอุปสรรคข้อขัดข้องต่างๆ
รวมทั้งเจรจาทำความตกลงกับบุคคลภายนอก
เพื่อประโยชน์ร่วมกัน
สอดส่องและติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดการค้าทั้งภายในและภายนอกประเทศ
เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่การค้า การเงินและเศรษฐกิจ
- ทำความตกลงหรือวางระเบียบให้สมาชิกปฏิบัติ
หรืองดเว้นการปฏิบัติ
เพื่อให้การประกอบกิจการธนาคารได้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย
- ส่งเสริมการศึกษาและส่งเสริมให้มีการค้นคว้าทางวิชาการ
และเผยแพร่วิทยาการต่างๆ
อันเกี่ยวกับการธนาคารและการพาณิชย์
- ทำการค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับการประกอบกิจการของธนาคาร
แลกเปลี่ยนและเผยแพร่ความรู้ในทางวิชาการ
ตลอดจนข่าวสารการค้า การเงิน และเศรษฐกิจ
- ขอสถิติหรือเอกสาร หรือข้อความใดๆ
จากสมาชิกด้วยความยินยอมของสมาชิก
- ร่วมมือกับรัฐบาลในการส่งเสริมการค้า
อุตสาหกรรม เกษตรกรรม การเงิน
หรือธุรกิจอื่นใดในทางเศรษฐกิจ
- เสนอความคิดเห็นในด้านการเงิน การธนาคาร
การคลัง และเศรษฐกิจ
ต่อหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องและสถาบันอื่นๆ
- ติดต่อกับสถาบันการเงิน สมาคมการค้า
สมาคมธนาคาร และสถาบันอื่นๆ
ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
- ทำกิจการอื่นๆ ที่เห็นว่าจำเป็นและสมควร
เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กล่าวข้างต้นภายในขอบเขตแห่งพระราชบัญญัติสมาคมการค้าฯ
ทั้งนี้
วัตถุประสงค์ทุกประการไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง
การปรับปรุงโครงสร้างและบทบาทการดำเนินงาน การปรับปรุงสร้างของสมาคมฯ
นี้ มีวัตถุประสงค์
เพื่อให้การดำเนินงานของสมาคมธนาคารไทย
มีความคล่องตัวและสามารถปรับเปลี่ยนการปฏิบัติงานให้สอดคล้องและทันต่อเหตุการณ์
ตามกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเงินภายในประเทศ
และของโลกในยุคเศรษฐกิจที่ไร้พรมแดน
เช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้ แต่เดิม สมาคมฯ
ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ประสานงานด้านธุรการเป็นส่วนใหญ่
ภารกิจบางอย่างของสมาคมฯ
จึงจำเป็นต้องขอความร่วมมือจากธนาคารสมาชิกให้ช่วยมอบหมายให้บุคคลากรที่เหมาะสมกับเรื่องนั้นๆ
เป็นผู้แทนของสมาคมฯ
เข้าร่วมประชุมหรือดำเนินการแทน ทำให้ภารกิจหลายๆ
อย่างกระจายไปอยู่ตามธนาคารต่างๆ
ที่รับมอบงานนั้นๆ
ไปทำให้ยากแก่การติดตามและขาดความต่อเนื่อง
ดังนั้น ในปี 2538 คณะกรรมการบริหารของสมาคมฯ
ได้มีมติเห็นชอบให้ปรับโครงสร้างและบทบาทการดำเนินงานใหม่
เพื่อปรับปรุงการบริหารองค์กรและบุคคลากร
ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
รวมทั้งการนำเทคโนโลยี่สารสนเทศที่ทันสมัยเข้ามาใช้ด้วย
ภายใต้โครงสร้างที่ปรับปรุงใหม่นี้ สมาคมฯ
จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางคอยประสานงานในด้านวิชาการและกิจการที่สำคัญๆ
กับหน่วยงานภายนอก แล้วแจ้งข่าวสารนั้นๆ
ให้ธนาคารสมาชิกทราบเพื่อนำไปปฏิบัติต่อไปการปรับปรุงครั้งนี้เป็นผลดีต่อธนาคารสมาชิกเพราะทำให้ทุกธนาคารได้รับทราบแนวทางปฏิบัติและนโยบายที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจด้านการเงินการธนาคารไปพร้อมๆ
กัน และมีความต่อเนื่องโดยสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ยังทำให้การนำเสนอประเด็นปัญหาและการพิจารณาข้อเสนอแนะมีความเป็นกลางมากขึ้นเพราะเป็นการมองกิจการของธนาคารทั้งระบบมิใช่มุ่งเน้นเพื่อธนาคารใดธนาคารหนึ่งโดยเฉพาะ สำนักงานของสมาคมฯ
ปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่ อาคารเลครัชดา (อาคาร 2)
ชั้น 4,6 เลขที่ 195/5,7 ถนนรัชดาภิเษก เขตคลองเตย
กรุงเทพฯ 10110 โทรศัพท์ 0-2264-0883 86 โทรสาร
0-2264-0888
ผลการดำเนินงานในช่วงปีที่ผ่านมา สมาคมธนาคารไทย
ได้ยึดหลักการบริหารงานตามแนวโยบายเดิมมาโดยตลอด
และได้มีการปรับปรุงการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้นในช่วงปี
2536-2538
เพื่อวางรากฐานความมั่นคงเตรียมความพร้อมให้สมาคมฯ
เพื่อรับภาระและหน้าที่
ที่เพิ่มมากขึ้นตามกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเงิน
ที่จะแพร่ขยายเข้ามาสู่ภูมิภาคเอเชียในอนาคตอันใกล้นี้
บทบาทของสมาคมฯ ที่สำคัญในช่วงปีที่ผ่านมา
จำแนกได้เป็น 3 ด้าน ดังต่อไปนี้ 1.
ความร่วมมือของธนาคารสมาชิก 2.
ความร่วมมือกับภาครัฐบาล 3.
ความร่วมมือกับภาคเอกชน
ความร่วมมือของธนาคารสมาชิก
การรวมพูล
เอทีเอ็ม เมื่อธนาคารพาณิชย์นำเครื่อง
ATM มาใช้ในระยะแรก ได้มีการรวมกลุ่มธนาคารที่ใช้
ATM ร่วมกันเป็น 2 กลุ่ม คือ แบงค์เน็ต (Bank net)
และสยามเน็ท (Siam net) และทั้ง 2 กลุ่ม
ก็ได้มีการพัฒนาระบบของตนเองต่างๆ กัน
และมีการแข่งขันกันพอสมควร
แต่การแข่งขันนี้กลับทำให้ประชาชนผู้ใช้บริการไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควร
ดังนั้น สมาคมธนาคารไทย
โดยการสนับสนุนของธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ดำเนินการรวม
พูล ATM ของทั้ง 15
ธนาคารเข้าเป็นระบบเดียวกันสำเร็จ เมื่อวันที่ 19
กันยายน 2536 โดยใช้งบลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 40
ล้านบาท เป็นผลให้ลูกค้าของธนาคารพาณิชย์ไทย
ทั้งหมดสามารถเบิกถอนเงินสดจากเครื่อง ATM
ทุกเครื่อง ซึ่งมีจำนวนกว่า 3,000
เครื่องทั่วประเทศไทยได้อย่างที่เป็นอยู่เช่นในปัจจุบัน
ผลสำเร็จนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างธนาคารสมาชิกในการให้บริการที่ดีแก่ลูกค้า
และทำให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายจากการใช้บริการมากยิ่งขึ้น
ซึ่งจะส่งผลกระทบให้ระบบการเงินไทยได้รับการพัฒนาและเจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
การพัฒนาตราสารหนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจจะประสบความสำเร็จก็ต่อเมื่อระบบการเงินของประเทศเป็นระบบที่ดี
มีประสิทธิภาพ
และมีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมประเทศอื่นๆ
สมาคมธนาคารไทยได้ร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย
และธนาคารสมาชิกในการพัฒนาตราสารต่างๆ
และปรับปรุงระบบการเคลียร์เช็คให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม
ตลาดตราสารหนี้
ซึ่งเป็นแหล่งระดมเงินทุนที่สำคัญของภาคเอกชนก็ยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร
เงินลงทุนของธุรกิจเอกชนเกือบทั้งหมดได้มา
โดยการผ่านสถาบันการเงิน ทั้งในรูปเงินกู้
และการออกหุ้นสามัญ
เอกชนยังไม่สามารถออกตราสารหนี้ได้เพราะไม่มีตลอดรองรับ
และกฎระเบียบต่างๆ ยังเป็นอุปสรรคอยู่ ดังนั้น
เพื่อเป็นการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ ในปี พ.ศ. 2532
ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ขอความช่วยเหลือจากธนาคารพัฒนาเอเชีย
(ADB)
ให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
(Credit Rating Agency CRA) ของธุรกิจเอกชน
ที่จะออกตราสารหนี้
เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของผู้ลงทุน
สถาบัน CRA
นับว่าเป็นองค์กรสำคัญที่จะช่วยพัฒนาตลาดตราสารหนี้
ผลการศึกษาพบว่ามีความเป็นไปได้ ดังนั้น ในปี พ.ศ.
2535
ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้เชิญชวนองค์กรภาคเอกชนให้เข้าร่วมทุนในการจัดตั้งบริษัทไทยเรตติ้งแอนด์อินฟอร์เมชั่นเซอร์วิส
จำกัด (TRIS) ขึ้น
สมาคมธนาคารไทยก็สนองตอบนโยบายของทางการโดยการชักชวนให้ธนาคารสมาชิกช่วยกันร่วมลงทุนด้วย
นับว่าเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาตลอดเงิน
และตลาดทุนของประเทศ
ทำให้ธุรกิจเอกชนมีทางเลือกในการระดมทุนมากขึ้น
แทนที่จะต้องพึ่งเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์เป็นหลักดังเช่นสมัยก่อน
การจัดตั้งชมรมนักบัญชีธนาคาร สมาคมฯ
ให้การสนับสนุนแก่กลุ่มนักบัญชีธนาคารพาณิชย์ไทย
ให้จัดตั้งเป็นชมรมนักบัญชีธนาคารขึ้น
โดยมีวัตถุประสงค์
เพื่อให้เกิดความร่วมมือในระหว่างปฏิบัติงานด้านบัญชีของธนาคารพาณิชย์ไทย
การพัฒนาระบบงานของธนาคาร การเตรียมพร้อม
ต่อการเปลี่ยนแปลงระบบการเงินของไทย
ที่กำลังก้าวไปสู่สากลมากขึ้น
รวมทั้งการประสานงานระหว่างธนาคารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชน นอกจากนี้
สมาคมฯ
ยังได้สนับสนุนให้ธนาคารสมาชิกร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาในการดำเนินงาน
โดยการจัดตั้งชมรมต่างๆ ขึ้น เช่น
ชมรมผู้บริหารกิจการสาขาธนาคารพาณิชย์
ชมรมผู้บริหารสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ไทย
ชมรมประชาสัมพันธ์ธนาคารพาณิชย์ไทย
ชมรมธุรกิจบัตรเครดิต และชมรมฟอเร็กซ์
(ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็นชมรมเอซีไอ
ประเทศไทย)เป็นต้น เพื่อนำปัญหาต่างๆ
ที่เกิดขึ้นมาแก้ไขร่วมกัน
และในกรณีที่จำเป็นต้องขอความร่วมมือจากภาคราชการในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้
สมาคมฯ
ก็จะรับมาเป็นผู้ดำเนินการและประสานงานให้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้
ความร่วมมือกับภาครัฐบาล สมาคมฯ
เห็นความสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
และตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมโดยส่วนรวม
ดังนั้น
เมื่อรัฐบาลกำหนดนโยบายอย่างใดอย่งหนึ่งที่ประสงค์จะให้ธนาคารพาณิชย์ตอบสนองนโยบายนั้นๆ
สมาคมฯ
ก็จะทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการประสานงานระหว่างธนาคารสมาชิกกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งในระยะที่ผ่านมา สมาคมฯ
มีบทบาทสำคัญหลายประการดังต่อไปนี้
บทบาทในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เมื่อสมาคมฯ
ตั้งขึ้นมาได้ไม่ถึง 2 ปี
ก็เป็นช่วงที่รัฐบาลกำลังเตรียมจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504-2509) ดังนั้น สมาคมฯ
จึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการกำหนดนโยบายการเงินและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
ซึ่งบรรจุไว้ในแผนพัฒนาฯฉบับที่ 1 เช่น
การปล่อยสินเชื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย
การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศและการปล่อยสินเชื่อให้แก่ภาคเศรษฐกิจที่สำคัญตามนโยบายของรัฐบาล
เป็นต้น ต่อมา
รัฐบาลได้กำหนดนโยบายกระจายสินเชื่อสู่ภาคเกษตร
ซึ่งจัดเป็นนโยบายสำคัญในการแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกร
ธนาคารพาณิชย์ก็สนองนโยบายของรัฐโดยการปล่อยสินเชื่อให้แก่เกษตกรโดยตรง
หรือผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
(ธ.ก.ส.) ซึ่งมีความชำนาญมากกว่า ต่อมา
ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ขยายขอบเขตของสินเชื่อเพื่อการเกษตรเป็นนโยบายจัดสรรสินเชื่อสู่ชนบท
เพื่อให้เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาท้องถิ่นชนบทในวงกว้างขึ้นธนาคารพาณิชย์ก็ได้สนองนโยบายดังกล่าว
โดยถือเป็นสินเชื่อภาคสำคัญด้วย นอกจากนี้
ธนาคารสมาชิกยังได้ให้ความร่วมมือในการปรับอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้มาตรฐานขั้นต่ำลูกค้ารายย่อย
(MRR) และคิดอัตราดอกเบี้ยแก่นักลงทุนในพื้นที่เขต
3
เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายกระจายความเจริญไปสู่ส่วนภูมิภาคอีกด้วย
สมาคมฯ
มีส่วนร่วมในการร่างพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ ในปี
พ.ศ. 2505 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เสนอร่าง พ.ร.บ.
การธนาคารพาณิชย์เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา
สมาคมธนาคารไทยก็มีส่วนร่วมในการจัดทำร่าง พ.ร.บ.
ดังกล่าว
ทั้งยังให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการแก้ไขและปรับปรุง
พ.ร.บ. ดังกล่าวหลายครั้งในเวลาต่อมา
การสนับสนุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม นโยบายที่จะส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดย่อมนั้นมีมานานแล้ว
เมื่อปี พ.ศ. 2506
สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ชื่อในขณะนั้น)
ได้เสนอโครงการเงินกู้เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดย่อม
และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีให้จัดตั้ง
สำนักงานเงินกู้เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดย่อม
ขึ้นในปี 2507 ต่อมาในปี 2518 ได้เปลี่ยนเป็น
สำนักงานธนกิจอุตสาหกรรมขนาดย่อม
และได้มีการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ
เพื่อให้เอื้ออำนวยต่อการดำเนินงานครั้งสุดท้ายในปี
2534
ได้มีการตราพระราชบัญญัติจัดตั้งบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อมขึ้น สมาคมธนาคารไทยได้มีส่วนร่วมในการจัดตั้งบรรษัทฯ
ดังกล่าว โดยการเข้าร่วมลงทุนตามนโยบายของรัฐบาล
ปัจจุบันบรรษัทฯ
มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการให้สินเชื่อแก่อุตสาหกรรมขนาดย่อมหลายประเภท
ซึ่งมีสินทรัพย์ถาวรไม่เกิน 20 ล้านบาท
โดยให้วงเงินกู้ไม่เกิน 10
ล้านบาทและคิดดอกเบี้ยในอัตราต่ำ เพื่อเป็นการเสริม
และสนับสนุนการให้สินเชื่อแก่อุตสาหกรรมขนาดย่อม
และช่วยสร้างหลักประกันให้แก่การดำเนินงานของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม
สมาคมธนาคารไทยยังได้ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการจัดตั้งบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมขึ้นในปี
2534 โดยเข้าร่วมถือหุ้นในบรรษัทฯ
ดังกล่าวอีกด้วย
การพัฒนาตลาดทุนและรักษาเสถียรภาพของสถาบันการเงิน ในปี
2522
ได้เกิดปัญหาความซบเซาและราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตกต่ำอย่างรุนแรง
รัฐบาลจึงได้ขอความร่วมมือจากภาคเอกชนในการจัดตั้งกองทุนพัฒนาตลาดทุนขึ้นโดยการริเริ่มของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย
การดำเนินงานของกองทุนนั้นได้ตกลงกันว่า
จะอยู่ในวงเงิน 1,000 ล้านบาท
ซึ่งได้จากการให้กู้ขององค์การต่างๆ
สมาคมธนาคารไทยจึงได้เข้าร่วมในการให้กู้ครั้งนั้นด้วย
โดยเป็นที่เข้าใจกันว่าวัตถุประสงค์ในการดำเนินการคือ
เสริมสร้างเสถียรภาพของราคาหลักทรัพย์
และความมั่นใจของนักลงทุนโดยกองทุนไม่มีวัตถุประสงค์ที่จะแสวงหากำไร ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน
รัฐบาลได้ขอความร่วมมือจากสมาคมธนาคารไทย
ในการจัดตั้งกองทุนแก้ไขปัญหาสภาพคล่องธุรกิจหลักทรัพย์
กองทุนแรก 1,000 ล้านบาท และกองทุนที่สองอีก 1,000
ล้านบาท แม้การจัดตั้งกองทุนขึ้นในขณะนี้น
จะยังมีข้อถกเถียงกันได้ว่าเป็นมาตรการที่เหมาะสมหรือไม่
และจะบรรลุวัตถุประสงค์จริงหรือไม่ แต่สมาคมฯ
ก็ให้ความร่วมมือแก่รัฐบาลด้วยดีเสมอมาจนสามารถพยุงให้ตลาดหลักทรัพย์พัฒนาต่อไปได้ในเวลาต่อมา
การพัฒนาระบบการชำระเงิน ตั้งแต่ปี
2536 สมาคมฯ ได้ให้ความร่วมมือ
ธนาคารแห่งประเทศไทยในการพัฒนาระบบการชำระเงิน
เพื่อรองรับปริมาณธุรกรรมการโอนชำระเงินให้มีความสะดวกรวดเร็ว
และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ซึ่งในระยะที่ผ่านมาสมาคมฯ
ก็ได้ให้ความร่วมมือและประสานงานกับธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิด
โดยการจัดตั้งคณะกรรมการ
และคณะทำงานพัฒนาระบบการชำระเงิน
ดำเนินการร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย
เพื่อปรับปรุงการชำระเงินใน 3 ลักษณะคือ
ระบบการหักบัญชีเช็ค
ระบบการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์รายย่อย (MEDIA
CLEARING)
และระบบการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่
เช่นการโอนเงินเพื่อบุคคลที่สามผ่านระบบบาทเนต (
BAHTNET)
การจัดส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุม กรอ.
ส่วนกลาง และ
กรอ.ภูมิภาค สมาคมธนาคารไทยได้จัดส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุม
กรอ. ส่วนกลาง และกรอ. ภูมิภาค โดยภาคเอกชน 3
สถาบัน (กกร.)
ได้ให้ความร่วมมือรัฐบาลในด้านการสนับสนุนนโยบายกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค
และให้ความร่วมมือแก่ภาครัฐบาลและเอกชนในด้านการค้าอุตสาหกรรม
การลงทุนการเกษตร การท่องเที่ยว การคมนาคม
การขนส่ง การพลังงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
ความร่วมมือกับภาคเอกชน
การเข้าเป็นสมาชิกร่วมในคณะกรรมการร่วม
3 สถาบัน เอกชน
(กกร.) สำหรับความร่วมมือกับภาคเอกชนนั้น
สมาคมธนาคารไทยเป็นองค์กรหนึ่งของ กกร.
ซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย
และได้มีการประชุมร่วมกันเป็นประจำทุกเดือน
เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนด้วยกันเอง
ระหว่างภาคเอกชนและรัฐบาล
รวมทั้งระหว่างภาคเอกชนภายในประเทศกับภาคเอกชนต่างประเทศด้วย
ดังจะเห็นได้จากการสร้างความร่วมมือระหว่าง กกร.
กับ KEIDANREN ของญี่ปุ่น
การเข้าร่วมประชุมสภาธุรกิจชายแดนภาคใต้
การจัดตั้งสภาธุรกิจทวิภาคี อาทิ ระหว่างไทย
สิงคโปร์, ไทย-ฟิลิปปินส์, ไทย-ญี่ปุ่น เป็นต้น
บทบาทเหล่านี้
ทำให้ธนาคารสมาชิกสมาคมธนาคารไทยสามารถระดมทรัพยากร
และข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจการค้า
การเงิน ร่วมกัน
รวมทั้งเพิ่มศักยภาพและอำนาจในการแข่งขันในเวทีระหว่างประเทศได้เป็นอย่างดี ในระยะที่ผ่านมา
ภายใต้การทำงานร่วมกับ กกร.
สมาคมธนาคารไทยได้ให้ความร่วมมือสนับสนุนภาครัฐบาลในโครงการเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
เช่น โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจ 3 ฝ่าย อินโดนีเซีย
และ ไทย (IMT-GT)
ซึ่งส่งผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าการลงทุน
และการเงินในบริเวณเขตจังหวัดภาคใต้ของไทยกับอีก 2
ประเทศดังกล่าว ขณะเดียวกัน
โครงการสี่เหลี่ยมทางเศรษฐกิจตอนบน ซึ่งประกอบด้วย
ไทย พม่า ลาว และจีนตอนใต้
ก็นับว่าเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดการพัฒนาประเทศในหลายๆ
ด้าน
โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ของประเทศต่างๆ
รวมทั้งถนน ทางรถไฟที่ตัดข้ามพรมแดน
เพื่อความสะดวกในทางเศรษฐกิจ การค้า
และการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ
การลงทุนในโครงการดังกล่าวเหล่านี้
มักจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก
ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นสมาชิกของสมาคมธนาคารไทย
ที่ช่วยผลักดันให้โครงการสามารถเกิดขึ้นได้
และบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย นอกจากนี้
สมาคมธนาคารไทย
ยังให้ความร่วมมือกับองค์กรเอกชนต่างประเทศ
โดยสมัครเข้าเป็นสมาชิกสภาธนาคารอาเซียน (ASEAN
BANKING COUNCIL)
และได้รับเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาธนาคารอาเซียน
ครั้งที่ 23 ขึ้น ในประเทศไทย เมื่อวันที่ 4-7
พฤศจิกายน 2536 ที่จังหวัดภูเก็ต
เพื่อเน้นถึงความร่วมมือระหว่างธนาคารพาณิชย์ในอาเซียนในอนาคต
และผลกระทบต่อธุรกิจบริการภาคการเงินต่อภูมิภาคอาเซียนในกรณีที่การเจรจาของ
GATT ประสบผลสำเร็จ
ซึ่งจะทำให้กลุ่มประเทศอาเซียนต้องเปิดเสรีทางการเงินมากขึ้น
ผลของความร่วมมือที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ได้แก่
การจัดตั้งกองทุนอาเซียน 2 (Second ASEAN Fund)
เป็นวงเงินประมาณ 100-150 ล้านเหรียญสหรัฐ
เพื่อส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน
โดยการระดมทุนมาจากภายนอกอาเซียน
บทบาทของสมาคมในอนาคต เป็นที่ทราบกันดีว่าภาวะการแข่งขันของสถาบันการเงิน
โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์
จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ทั้งนี้
เพราะรัฐบาลมีข้อผูกพันตามข้อตกลงของ GATT
ที่จะเปิดเสรีตลาดการเงิน
โดยการอนุญาตให้มีการเปิดธนาคารพาณิชย์ไทย
เพิ่มขึ้น
และอนุญาตให้ธนาคารต่างประเทศเข้ามาประกอบกิจการต่างๆ
ที่เป็นการแข่งขันกับธนาคารไทยได้มากขึ้น ดังนั้น
สมาคมฯ
จึงมีหน้าที่สำคัญในการให้ความร่วมมือกับธนาคารสมาชิกเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ
และคุณภาพของบริการ
โดยการพัฒนาขีดความสามารถของพนักงานธนาคารทุกระดับให้สามารถใช้เทคโนโลยีใหม่ๆขยายและเพิ่มบริการประเภทใหม่ๆ
ให้มากขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในทุกๆ
ด้าน ยุคแห่งการแข่งขันอย่างรุนแรงกำลังเริ่มต้น
จึงมีความจำเป็นอย่างมากที่ สมาคมฯ
จะต้องร่วมมือกับสมาชิกในการปรับปรุงงานทุกๆ
ด้านเพื่อช่วยและส่งเสริมให้ธุรกิจการเงินของไทยอยู่รอดต่อไปได้ |