กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ คือ กฎหมายที่ออกมาเพื่อรองรับให้ผู้ประกอบการสามารถนําทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจแต่ไม่เป็นที่ยอมรับของสถาบันการเงินในการใช้เป็นหลักประกัน เช่น สินค้าคงคลัง วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น มาเป็นหลักประกันการการกู้ยืมเงินได้

โดยทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกัน มี 6 ประเภท คือ
1) กิจการ (ทรัพย์สินที่ผู้ให้หลักประกันใช้ในการประกอบธุรกิจและสิทธิต่างๆ โดยจะต้องแต่งตั้งผู้บังคับหลักประกันและได้รับความยินยอมจากผู้บังคับหลักประกันด้วย)
2) สิทธิเรียกร้อง (สิทธิที่จะได้ชำระหนี้และสิทธิอื่นๆ แต่ไม่รวมไปถึงสิทธิตราสาร เช่น สิทธิตามตั๋วเงิน)
3) สังหาริมทรัพย์ที่ผู้ให้หลักประกันใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้าคงคลัง เครื่องจักร
4) อสังหาริมทรัพย์ในกรณีที่ผู้ให้หลักประกันประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง
5) ทรัพย์สินทางปัญญา
6) ทรัพย์สินอื่นตามกฎกระทรวง

โดยสัญญาหลักประกันทางธุรกิจต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันต้องดำเนินการดังนี้

(1)ผู้ให้หลักประกันตกลงทำสัญญากับผู้รับหลักประกัน
(2)ผู้รับหลักประกันโดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ให้หลักประกันเป็นผู้ดำเนินการขอจดทะเบียนทางอิเล็กทรอนิกส์ต่อเจ้าพนักงานทะเบียน
(3)เจ้าพนักงานทะเบียนตรวจสอบความครบถ้วนของรายการจดทะเบียน และสั่งชำระค่าธรรมเนียม
(4)ผู้ขอจดทะเบียนชำระค่าธรรมเนียม
(5)เจ้าพนักงานมีคำสั่งรับจดทะเบียน

กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจจะสามารถสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ช่วยขยายโอกาสแก่ผู้ประกอบการในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ของประเทศ ช่วยทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมมากขึ้นในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน รวมทั้งมีผลต่อการจัดอันดับความง่ายต่อการประกอบธุรกิจของประเทศ (Ease doing business) ของธนาคารโลก (world bank) โดยกฎหมายดังกล่าวจะประกาศใช้ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2559

ถาม-ตอบ พรบ.หลักประกัน

ที่มา : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์