สรุปผลการประชุมภาวะเศรษฐกิจการเงิน เดือนเมษายน 2561

ประธานที่ประชุม : ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน)

ภาวะเศรษฐกิจโลก
เศรษฐกิจโลกในปี 2561 อยู่ในช่วงขาขึ้น นำโดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยุโรป จีน และญี่ปุ่น ส่งผลให้การดำเนินนโยบายทางการเงินมีแนวโน้มที่จะเข้าสู่แบบเข้มงวดเร็วขึ้น นำโดย Fed และ ECB ขณะที่ BOJ นั้นจะเปลี่ยนไปใช้การดำเนินนโยบายแบบเข้มงวดช้ากว่า เนื่องจากยังต้องแก้ปัญหาเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ สำหรับ PBOC ที่ได้ผู้ว่าการคนใหม่ (Yi Gang) คาดว่าจะคงนโยบายทางการเงินแบบเดิม โดยมีปัญหาหนี้สินภาคเอกชนเป็นประเด็นที่ต้องแก้ไขต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนของไทยเริ่มมีสัญญาณมากขึ้นที่ ธปท. อาจจะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นในระยะต่อไป แต่ธนาคารกรุงไทยคาดว่าการปรับขึ้นจะอยู่ในช่วงหลังไตรมาสแรกของปี 2562 ส่วนหนึ่งจากปัจจัยเศรษฐกิจภายนอกยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน แม้ว่าในที่สุดแล้วคาดว่าทั้งสองประเทศจะสามารถหันมาเจรจากันได้ก็ตาม สำหรับความกังวลเกี่ยวกับสงครามที่อาจเกิดขึ้นในตะวันออกกลาง และสถานการณ์ของอิหร่านที่มีความเสี่ยงจะถูกสหรัฐฯคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจอีกครั้ง รวมถึงสต็อกน้ำมันที่ขาดแคลน อาจเป็นปัจจัยผลักให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปอีกในระยะสั้น แต่สำหรับระยะยาวแล้วคาดว่าราคาน้ำมันจะกลับเข้าสู่ระดับปกติที่ประมาณ 65 ดอลลาร์สรอ.ต่อบาร์เรล
ด้านภาพรวมของสกุล USD ได้แรงหนุนจากนโยบายลดภาษีของสหรัฐฯ ที่ส่งเสริมการลงทุน กระตุ้นทั้งเศรษฐกิจและเงินเฟ้อสหรัฐฯ ให้ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ค่าเงิน EUR มีโอกาสอ่อนค่าในระยะสั้น เนื่องจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และตลาดเชื่อว่า ECB จะยังคงมาตรการ QE ไปจนถึงช่วงสิ้นปี ส่วนค่าเงินในเอเชียมีปัจจัยบั่นทอนในระยะสั้น โดยเฉพาะจากเงินสกุล JPY ที่นายอาเบะมีคะแนนนิยมลดลง ส่วนค่าเงิน CNY จะได้รับผลกระทบจากสงครามการค้ากับสหรัฐฯ บ้าง แต่ไม่มากนัก สำหรับค่าเงินบาท คาดว่าจะอยู่ในช่วง 30-32 บาท/ดอลลาร์สรอ. โดยในระยะสั้นเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าตามสกลุเงินเอเชียอื่นๆ จากการฟื้นตัวของ USD และความไม่แน่นอนที่เกิดจากสงครามทางการค้าสหรัฐฯ-จีน ขณะที่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องเตรียมพร้อมที่จะใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดมากขึ้น รวมถึง MPC ที่เริ่มมีความเห็นหนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ปัจจัยบวกของเงินบาท คือ การเลือกตั้งที่อาจเกิดขึ้นในปี 2562

ภาวะและแนวโน้มเศรษฐกิจไทย
เศรษฐกิจไทยในปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวในอัตราที่เร่งขึ้นต่อเนื่อง แต่การกระจายตัวยังไม่ดีนัก โดยทีม Business Risk and Macro Research (BMR) ธนาคารกรุงไทยประมาณการ GDP ปี 2561 จะขยายตัวร้อยละ 4.2 แรงขับเคลื่อนหลักจะยังมาจาก External Demand ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะช่วยหนุนการส่งออกให้เติบโตได้ร้อยละ 7.5 อีกทั้งการส่งออกยังได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ขยับสูงขึ้น การค้าชายแดนที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งการย้ายฐานการผลิตของสินค้าบางส่วนมาที่ไทย นอกจากนี้ การท่องเที่ยวจะยังสร้างรายได้หนุนเศรษฐกิจ สะท้อนจากสัญญาณการเติบโตของนักท่องเที่ยวต่างชาติไตรมาสแรกที่ขยายตัวดีในทุกตลาด สำหรับการลงทุนโดยรวมปีนี้ คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัว นำโดยการลงทุนภาครัฐที่คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 9.7 ส่วนหนึ่งจากโครงการที่เลื่อนมาจากปีก่อน และโครงการใหม่ที่ทยอยอนุมัติอย่างต่อเนื่อง หลัง พรบ.จัดซื้อจัดจ้างเริ่มปฏิบัติได้คล่องตัวขึ้น ส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชนค่อยๆ ฟื้นตัวตามที่ร้อยละ 3.1 สะท้อนจากตัวเลข FDI ที่เริ่มมีสัญญาณกลับมาขยายตัว โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC กอปรกับคาดว่าจะเริ่มเห็นการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่การส่งออกขยายตัวสูงและอัตราการใช้กำลังการผลิตใกล้เต็มศักยภาพ ขณะที่การบริโภคเอกชนขยายตัวร้อยละ 3.3 อย่างไรก็ดี แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะฟื้นตัว แต่การฟื้นตัวยังคงกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจและภูมิภาคที่ได้ประโยชน์จากการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลัก ส่งผลให้รายได้ในระดับฐานรากยังคงเปราะบาง อีกทั้งผู้ประกอบการ SMEs ยังมีปัจจัยกดดันจากต้นทุนแรงงานที่โน้มเพิ่มขึ้น การปฏิบัติตามนโยบายบัญชีเดียว และความสามารถทางการแข่งขันด้านนวัตกรรม ขณะที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองโดยเฉพาะประเด็นการเลือกตั้ง ซึ่งหากถูกเลื่อนออกไปจากเดือน ก.พ. 2562 อีก อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นและบรรยากาศทางเศรษฐกิจโดยรวม

รายงานวิเคราะห์หัวข้อพิเศษ : Global Trade Wars
ในระยะกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ปธน. ทรัมป์ เริ่มดำเนินตามนโยบายต่างๆที่เคยพูดไว้ตอนหาเสียง รวมถึงการประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนกว่า 1,300 รายการ มูลค่า 50,000 ล้านดอลลาร์สรอ. เพื่อลดการขาดดุลการค้ากับจีน และดึงคะแนนเสียงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพ.ย. 2561 สถานการณ์ดังกล่าวนับเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก แต่ท้ายที่สุดคาดว่าผลที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโดยรวมจะไม่รุนแรง โดยทีม BMR ประเมิน Scenario ที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่
– กรณีฐาน (Base case) มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด โดยสหรัฐฯ และจีนจะเจรจากัน ทำให้รายการสินค้าของจีนที่จะถูกเก็บภาษีนำเข้าลดลงจากที่ประกาศไว้เบื้องต้น ซึ่งสินค้าที่ยังมีความเสี่ยงที่จะถูกเก็บภาษี คือ สินค้าที่สหรัฐฯ นำเข้าจากจีนในสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับการนำเข้าสินค้าในหมวดนั้นทั้งหมด อย่างไรก็ดี ในภาพรวมไม่มีนัยต่อ GDP ของทั้งสองประเทศ ผลกระทบต่อไทยมีบ้างแต่ไม่มาก โดยเป็นผลกระทบจากการเป็น supply chain ของจีนเป็นหลัก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้ายางพาราและยางสังเคราะห์ เม็ดพลาสติก แผงวงจรไฟฟ้า และออปโตอิเล็กทรอนิกส์
– กรณี Worse case โอกาสเกิดขึ้น 15% โดยสหรัฐฯ และจีนจะขึ้นอัตราภาษีในรายการสินค้าที่ได้ประกาศไว้แล้ว (full list) แต่ผลกระทบต่อ GDP ของทั้งสองประเทศยังคงจำกัด ในกรณีนี้ การส่งออกของไทยไปจีนจะต่ำลง แต่ไทยจะได้ประโยชน์เพิ่มจากการส่งออกไปสหรัฐฯ ผลกระทบสุทธิแล้วไทยจะกลับกลายเป็น net winner ทั้งนี้ สินค้าที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ คือ อุปกรณ์มือถือ เครื่องใช้ภายในบ้าน และ TV ขณะที่ผลลบต่อยางพาราและยางสังเคราะห์ เม็ดพลาสติก แผงวงจรไฟฟ้า และออปโตอิเล็กทรอนิกส์จะรุนแรงกว่าในกรณีฐาน
– กรณี Worst case โดยสหรัฐฯ และจีนจะออกมาตรการตอบโต้รุนแรงขึ้น ทั้งด้านการค้าและด้านอื่นๆ ซึ่งจะทำให้ผลกระทบต่อทั้งสองประเทศ รวมทั้งระบบเศรษฐกิจการเงินโลก จะรุนแรงเกินกว่าที่ทั้งสองฝ่ายจะยอมรับได้ จึงคาดว่าแทบไม่มีโอกาสเกิดขึ้น

ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
สำหรับประเด็นหลักซึ่งที่ประชุมให้ความเห็นกันอย่างหลากหลาย คือ ช่วงเวลาการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่า ธปท. น่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในปีนี้ และจะค่อย ๆ ปรับขึ้นในปีหน้า อย่างไรก็ดี มีธนาคารสมาชิกที่เห็นว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้งในปีนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น หากไม่ทยอยปรับขึ้น การไปเร่งขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้าจะส่งผลกระทบต่อตลาดมากกว่า อีกทั้งมีสัญญาณจากการประชุมล่าสุดที่พบว่ามีกรรมการ กนง. 1 ท่านที่ออกเสียงให้ปรับขึ้นดอกเบี้ย นอกจากนี้ มีธนาคารสมาชิกให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ระบบการเก็บข้อมูลเงินเฟ้อในปัจจุบันอาจไม่สะท้อนราคาสินค้าที่แท้จริง อีกทั้งการวิเคราะห์การบริโภคภาคเอกชนผ่านเครื่องชี้รายได้เกษตรกร อาจส่งผลคลาดเคลื่อน อันอาจจะส่งผลกระทบไปถึงการพยากรณ์เศรษฐกิจในภาพรวม

ผลสำรวจคาดการณ์เศรษฐกิจประจำเดือนเมษายน 2561

09052018-1

จัดทำโดย ทีม Business Risk and Macro Research ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)