สรุปผลการประชุมภาวะเศรษฐกิจการเงิน เดือนกันยายน 2558
วันที่ 25 กันยายน 2558
ประธานที่ประชุม : บมจ.ธนาคารกรุงไทย
ประเด็นทางเศรษฐกิจ
• เศรษฐกิจโลกอ่อนใจ เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ ??
เศรษฐกิจโลก – IMF ปรับลดคาดการณ์ GDP สหรัฐฯ หลังเศรษฐกิจ Q1/2558 โตต่ำกว่าคาดจากภัยหนาว แต่โดยภาพรวมยังมีทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์และตลาดแรงงาน แต่ความเสี่ยงของสหรัฐฯ ยังมีอยู่ ทั้งจากค่าเงิน USD ที่ยังโน้มแข็งค่า ส่งผลกระทบต่อการส่งออก และต่อเนื่องไปยังภาคการผลิต รวมถึงความเสี่ยงด้านการคลัง ทำให้ Fed ยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. ตามที่คาด อย่างไรก็ตามกรรมการ 13 จาก 17 คน คาดว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปีนี้ราว 0.25-0.50%

สำหรับ Euro Zone IMF ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ปี 2559 ขึ้นเล็กน้อย แต่คง GDP ปีนี้ไว้ที่ 1.5% โดยในภาพรวมประเทศหลักมีทิศทางฟื้นตัวต่อเนื่อง จากการอ่อนค่าของ EUR ที่ส่งผลบวกต่อการส่งออก และภาคการผลิต รวมถึงอัตราว่างงานลดลงต่อเนื่อง แม้ยังอยู่ในเกณฑ์สูง ขณะที่เงินเฟ้อยังคงอยู่ในแดนบวก แม้อยู่ในระดับต่ำ นอกจากนี้ แรงกดดันจากปัญหาหนี้กรีซคลี่คลายลง หลังได้รับเงินช่วยเหลือรอบ 3 แต่ยังต้องติดตามโดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งเมื่อ 20 ก.ย. ที่พรรค Syriza ชนะอีกครั้ง และจะยังคงจัดตั้งรัฐบาลผสมกับพรรค Independent Greeks ที่มีนโยบายต่อต้านมาตรการรัดเข็มขัด

สำหรับญี่ปุ่น IMF ปรับลดประมาณการ GDP ปีนี้ลง หลังตลาดในประเทศยังซบเซาใน Q1/2558 โดยการส่งออกที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญเริ่มอ่อนแรงลงหลัง JPY เริ่มชะลอการอ่อนค่าลงจากช่วงก่อน ทำให้การผลิตอุตสาหกรรมยังไม่ฟื้นตัวมากนัก ขณะที่อุปสงค์ในประเทศเริ่มฟื้นตัว แต่ยังไม่แข็งแรง โดยความเชื่อมั่นผู้บริโภคกลับมาเพิ่มขึ้น ยอดค้าปลีกขยายตัว และรายได้ภาคครัวเรือนฟื้นตัวขึ้น ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจใน H2/2558 ฟื้นตัวขึ้น แต่แรงกดดันเงินฝืดเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง หลังผลจากการขึ้น VAT หมดลง และล่าสุดเงินเฟ้อพื้นฐานแตะ 0% แม้ BOJ ยังคงมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน ทั้งคงดอกเบี้ยที่ 0-0.1% และมาตรการ QE ก็ตาม

สำหรับเศรษฐกิจจีน ตลาดหุ้นยังคงปรับฐานลงต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเดือน มิ.ย. โดยเฉพาะในเดือน ก.ค. และ ก.ย.ที่ตลาดหุ้นจีนร่วงหนักถึง 2 ครั้ง รวมเกือบ 40% นอกจากนี้ เครื่องชี้โดยรวมยังสะท้อนการชะลอตัว ทำให้ธนาคารกลางจีนปรับลดดอกเบี้ยลงมาเป็นครั้งที่ 4 ในรอบปีนี้ และลด RRR ของ ธพ. ลงเป็นครั้งที่ 3 รวมทั้งยังลดค่าเงินหยวนเพื่อกระตุ้นส่งออก ในช่วงวันที่ 11-13 ส.ค. รวม 3 ครั้ง 4.4% มาอยู่ที่ 6.4010 CNY/USD นอกจากนี้ เศรษฐกิจจีนยังมีความเสี่ยงเรื่องคุณภาพหนี้ หลังหนี้ภาคเอกชนและครัวเรือนจีนทำสถิติสูงสุด รวมถึง NPL เพิ่มขึ้นทั้งในภาครัฐและเอกชน

เศรษฐกิจไทย – คาดว่า GDP จะขยายตัว 2.6% ในปีนี้ และ 3.5% ในปีหน้า โดยมีปัจจัยบวกจาก การลงทุนภาครัฐ การเปิด AEC การเติบโตของการค้าชายแดน การท่องเที่ยว เงินบาทที่อ่อนค่า อัตราดอกเบี้ยและราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ สหรัฐฯ ต่ออายุ GSP มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับฐานราก และ SMEs ที่จะเร่งเบิกจ่ายให้เสร็จสิ้นภายในปีนี้ รวมถึงเศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรปที่ฟื้นตัวขึ้น

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงจาก ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ราคาสินค้าเกษตร และCommodities ที่ตกต่ำ ภัยธรรมชาติและโรคระบาด ปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคผลิตและภาคส่งออก ปัญหาการตัดสิทธิ์ GSP ของ EU การย้ายฐานการผลิต เสถียรภาพทางการเมือง ปัญหา EU การให้ใบเหลืองประมงไทย (IUU Fishing) ปัญหาสหรัฐฯ ปรับไทยเป็น Tier 3 ปัญหามาตรฐานการบิน (ICAO) การเสียโอกาสจากข้อตกลง TPP ความเสี่ยงจากการปรับนโยบายดอกเบี้ยขาขึ้นของ Fed ปัญหาฟองสบู่ในตลาดหุ้นและอสังหาริมทรัพย์จีน วิกฤตหนี้ในยุโรป และการปรับลดค่าเงินหยวนของจีน

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม