สรุปผลการประชุมภาวะเศรษฐกิจการเงิน ประจำเดือนตุลาคม 2558
ประธานที่ประชุม: บมจ.ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย
สถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันและแนวโน้ม

         ในช่วงที่ผ่านมา ภาพรวมเศรษฐกิจโลกไม่ได้โดดเด่นมากนัก เศรษฐกิจโลกเติบโตได้ค่อนข้างช้าทั้งเศรษฐกิจสหภาพยุโรป และเศรษฐกิจญี่ปุ่น ขณะที่เศรษฐกิจจีนมีการเติบโตในอัตราชะลอตัวลง โดยมีเพียงเศรษฐกิจสหรัฐฯซึ่งเป็นเศรษฐกิจประเทศหลักประเทศเดียวที่ยังเติบโตได้อยู่แต่ก็ไม่มากนัก
เศรษฐกิจสหรัฐฯ
        มีประเด็นที่ต้องจับตา คือ มุมมองอัตราดอกเบี้ย ซึ่งทางธนาคารซีไอเอ็มบี ไทยมองว่าโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯในปลายปีนี้ยังมีอยู่ แม้หลายฝ่ายจะมองว่าโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบหลายปีของสหรัฐฯจะถูกเลื่อนออกไปเป็นปีหน้าก็ตาม นอกจากนี้ยังรวมถึงหน้าผาการคลังสหรัฐฯหรือ Fiscal Cliff ของสหรัฐฯที่ยังเป็นความเสี่ยงอยู่ แม้จะถูกเลื่อนออกไปเป็นต้นเดือนหน้าหรือในวันที่ 3 พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ ซึ่งระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯจะชนเพดานที่ระดับ 18.1 ล้านล้านเหรียญ หมายความว่าสหรัฐฯจะไม่มีเงินมากพอที่จะสามารถชำระหนี้หรือดำเนินโครงการต่างๆในระยะยาวได้ ทางออกก็คือต้องลดการใช้จ่าย แต่ก็ไม่สามารถลดได้ เช่น รายจ่ายด้านสุขภาพ ประกันสังคม หรือลดได้ไม่มาก เช่น งบป้องกันประเทศ เป็นต้น สหรัฐฯจึงมีความเสี่ยงเรื่องการตัดลดงบประมาณ รวมไปถึงการที่สหรัฐฯจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯในปีหน้า ทำให้มองว่าสหรัฐฯในช่วงนี้คงจะยังไม่มีมาตรการอะไรใหม่ๆออกมากระตุ้นเศรษฐกิจมากนัก
        อัตราว่างงานของสหรัฐฯลดลงต่อเนื่องขณะนี้อยู่ 5.1% แต่การจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-farm payroll) แม้จะเพิ่มขึ้น แต่ก็เพิ่มขึ้นช้า ทำให้มองว่าตลาดแรงงานยังไม่โดดเด่นพอที่จะดึงให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในรอบการประชุมเดือนตุลาคมนี้ อย่างไรก็ตาม ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เชื่อว่า ถ้าเฟดมีความชัดเจนในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็จะช่วยลดความไม่แน่นอนลงได้ เพราะ Policy Maker จะมองตรงนี้เป็นหลักมากกว่า Funding Cost ที่จะเพิ่มขึ้น และถ้าดูการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดแต่ละครั้ง ครั้งล่าสุดในช่วงค.ศ.2003-2007 เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยประมาณ 4.5% ใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่ในรอบนี้อัตราดอกเบี้ยเฟดจะขึ้นช้าและขึ้นน้อย หรือสะท้อนมุมมองได้ว่าเฟดไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเร็วหรือรีบขึ้นดอกเบี้ย แต่อย่างไรเฟดก็ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดกระแสความไม่แน่นอนในตลาดโลก
ตลาดเกิดใหม่
        ประเทศตลาดเกิดใหม่บางประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์จะมีความเปราะบางทางเศรษฐกิจสูงและมีความเสี่ยงต่อการไหลออกของเงินทุน ถ้าพูดถึงประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์และไทย หรือ M I S T ก็จะคล้ายกันในด้านการส่งออกที่มีปัญหา และเศรษฐกิจเติบโตช้า ยกตัวอย่างเช่น มาเลเซียที่พึ่งพาน้ำมัน อินโดนีเซียพึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์ สิงคโปร์ แม้จะเป็นประเทศที่กล่าวกันว่าเป็นศูนย์กลางทางการเงิน แต่เมื่อเศรษฐกิจจีนชะลอตัว สิงคโปร์ก็ได้รับผลกระทบเนื่องจากสิงคโปร์ก็อิงหรือพึ่งพิงจีนค่อนข้างมาก และถ้าดูในภาพรวมของการส่งออกของภูมิภาคอาเซียนที่ส่งออกไปตลาดจีน จะเห็นภาพที่สะท้อนว่าถ้าเศรษฐกิจจีนชะลอย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่พึ่งพาจีนในฐานะเป็นตลาดส่งออกหลักในสัดส่วนค่อนข้างสูงทั้งทางตรงและทางอ้อม
เศรษฐกิจไทย
        ธนาคารฯประเมินอัตราการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปี 2559 อยู่ที่ 3.3% จากปี 2558 ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.5% โดยปัจจัยที่สนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้จะมาจากภาคการท่องเที่ยวที่ยังจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องจนถึงปีหน้า แม้ว่าสัดส่วนภาคท่องเที่ยวจะคิดเป็นเพียง 10% ของ GDP ก็ตาม โดยภาคท่องเที่ยวไทยเติบโตจากนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นหลัก ซึ่งจำนวนนักท่องเที่ยวจีนในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาเติบโตได้ 100% และจะส่งผลไปถึงปีหน้าอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีการลงทุนภาครัฐและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆที่จะออกมาเข้ามาช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ประกอบกับการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ สปป.ลาว เมียนมาและกัมพูชา ก็เป็นอีกปัจจัยทำให้ช่วยผลักดันเศรษฐกิจ โดยประเทศเพื่อนบ้านมีการเติบโตของเศรษฐกิจเฉลี่ยที่ 6-7% และยังมีความต้องการสินค้าจากประเทศไทยค่อนข้างมาก ซึ่งสามารถช่วยชดเชยภาคการส่งออกของไทยที่ยังน่าเป็นห่วงจากผลกระทบภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวได้บ้าง โดยเฉพาะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักของไทย คือ จีน ที่ยังจะเป็นปัจจัยกดดันการส่งออกของไทยไปจนถึงปีหน้า ขณะที่การส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯและตลาด CLMV ยังเป็นบวกได้ ซึ่ง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มองว่า Hopes ในปี 2559 นี้ คือ CIMBT โดย C = Confidence คือความเชื่อมั่น, I = Infrastructure Investment คือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ, M = Modernization คือ การลงทุนด้านนวัตกรรม, การลงทุนด้าน R&D เพื่อสอดคล้องไปกับยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนใหม่ของบีโอไอ, B = Border Trade คือ การค้าชายแดน ไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน CLMV , และ T = Tourism คือ การท่องเที่ยว
        ส่วนค่าเงินบาทในปี 2559 คาดว่าจะอยู่ที่ 38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าลงจากปีนี้ที่ 37 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงมาจากการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายออกจากตลาดเกิดใหม่รวมถึงประเทศไทย ด้วย ทำให้ต้องจับตามาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะเข้ามาดูแลกระแสเงินทุนไหลออกเพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับระบบตลาดเงิน และตลาดทุนของประเทศ ส่วนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปี 2559 คาดว่ามีโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับเพิ่มขึ้นได้ในช่วงปีหน้า แต่ในช่วงที่เหลือของปีนี้คาดว่า กนง.จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5%
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม