พลิกบทบาทสมาคมธนาคารไทย ส่งเสริมคนไทยมีวินัยการเงิน

สมาคมธนาคารไทยย้ำทิศทางแผน 5 ปี เร่งขับเคลื่อนการให้ความรู้ทางการเงิน ผ่านสาขาเครือข่ายธนาคารพาณิชย์และสื่อดิจิทัล พร้อมเปิดตัวแคมเปญแรก “เทรนหนี้” เพื่อส่งเสริมให้คนไทยตระหนักถึงปัญหาหนี้และมีวินัยทางการเงินมากขึ้น

trainnee40
กรุงเทพฯ, 28 กุมภาพันธ์ 2560 – นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทยแถลงถึงการดำเนินงานแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีสมาคมธนาคารไทย ซึ่งสมาคมธนาคารไทยได้ร่วมกันกำหนดทิศทางแผนยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมธนาคารมาตั้งแต่ปี 2557 ครอบคลุม 5 ด้านที่สำคัญด้วยกัน ได้แก่ 1.การสร้างระบบชำระเงินและธนาคารดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันได้รวมเป็นส่วนหนึ่งของแผน National E-payment ของรัฐบาล 2. การสร้างสังคมทางการเงินด้วย การยกระดับมาตรฐานจรรยาบรรณธนาคาร และส่งเสริมการให้ความรู้ทางการเงินแก่ภาคประชาชน (Financial Literacy) 3. การสนับสนุนการทำธุรกรรมการเงินในภูมิภาคให้สะดวกต่อการทำธุรกิจ 4. การเข้าถึงบริการทางการเงินของทุกภาคส่วน และ 5. การผลักดันแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะที่เป็นอุปสรรค ล้าสมัย หรือยังไม่มีกฎหมายสนับสนุนเพียงพอ โดยทางสมาคมธนาคารไทยมีเป้าหมายที่มุ่งเน้นที่จะสร้างระบบธนาคารที่มีประสิทธิภาพสูงในระยะยาว อันจะส่งผลต่อการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศจากความร่วมมือจากธนาคารสมาชิกทั้งหมด ทั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีให้มีประสิทธิภาพนั้น ทางสมาคมฯได้แบ่งการทำงานออกเป็น 7 คณะด้วยกัน แต่ละคณะนำโดยผู้บริหารระดับกรรมการผู้จัดการจากธนาคารสมาชิกของสมาคมฯ และมีสมาชิกในคณะทำงานเป็นผู้บริหารระดับสูงของธนาคารพาณิชย์ทั้งสิ้น
ด้านการส่งเสริมการให้ความรู้ทางการเงินแก่ภาคประชาชน (Financial Literacy) นับเป็นพันธกิจหลักอย่างหนึ่งของสมาคมฯตามแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ที่มุ่งเน้นจะสร้างสังคมทางการเงินของประเทศให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น คณะทำงานในด้านนี้นำโดยคุณบุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ได้มีทิศทางการทำงานที่เน้นการปรับเปลี่ยนทัศนคติของประชาชนในเรื่องวินัยทางการเงิน ผ่านการให้ความรู้ที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงได้อย่างแพร่หลาย เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงินของคนไทยให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางสำรวจวัดระดับทักษะทางการเงินขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือ OECD ซึ่งทำการสำรวจกลุ่มประเทศทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนารวมทั้งสิ้น 30 ประเทศเมื่อปี 2557-2558 ซึ่งประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 17 ด้วยคะแนน 12.8 จากคะแนนเต็ม 21 ซึ่งเป็นระดับที่ยังอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 13.2 แม้ว่าอันดับของไทยจะดีกว่าประเทศมาเลเซียที่อยู่ในอันดับที่ 26 แต่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าฮ่องกงและประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 5 และ 7 ตามลำดับ
“ณ ปัจจุบันมีโครงการให้ความรู้ทางการเงินมากมายที่ดำเนินการโดยหน่วยงานต่างๆทั้งจากภาครัฐ และเอกชน ในส่วนสถาบันการเงินนั้นมีหลายธนาคารที่สนับสนุนกิจกรรมเกี่ยวกับการให้ความรู้ทางการเงิน แต่ส่วนใหญ่ทำเฉพาะเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งครอบคลุมประชาชนจำนวนไม่มากนัก อาทิ กลุ่มเด็กนักเรียนชั้นประถม กลุ่มวัยทำงาน กลุ่มเฉพาะอาชีพ กลุ่มเกษียณอายุ โจทย์ที่สมาคมฯมองคือ ทำอย่างไรที่ประสานความร่วมมือกัน รวมกิจกรรมทั้งหลายเข้าด้วยกัน แล้วขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมโดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งสมาคมฯมีศักยภาพเพียงพอที่จะช่วยสนับสนุนกิจกรรมด้านนี้ให้บรรลุผลสำเร็จ”
ดังนั้น แผนงานที่สมาคมฯจะดำเนินการประกอบไปด้วยการรวบรวมเนื้อหาความรู้ทางการเงินที่หน่วยงานต่างๆทำไว้ มาปรับให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มเป้าหมายเพื่อจะสร้างองค์ความรู้ที่เป็นมาตรฐาน (Standardized Content) และใช้เครือข่ายของสาขาของธนาคารที่มีอยู่กว่า 7,000 แห่งเป็นตัวขับเคลื่อนให้เข้าถึงชุมชนในแต่ละภูมิภาค พร้อมทั้งจัดทำสื่อการเรียนรู้ผ่านช่องทางดิจิทัลเพื่อสร้างศูนย์รวมความรู้ทางการเงินทางออนไลน์ซึ่งสามารถเผยแพร่ไปสู่ทุกภาคส่วนได้ง่ายขึ้นและขยายการรับรู้เป็นวงกว้างที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นอกจากนี้ สมาคมฯมีบุคลากรที่มีความรู้ในเรื่องการเงินอยู่เป็นจำนวนมาก พร้อมที่จะฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้ทางการเงินให้กับชุมชน
นายบุญทักษ์กล่าวว่า “ผลความสำเร็จของโครงการให้ความรู้ทางการเงินมุ่งหวังไปที่การปรับพฤติกรรมทางการเงินให้ดีขึ้น อันทำให้ระดับความรู้ทางการเงินของประเทศไทยขยับสูงขึ้นเทียบเท่ากับประเทศชั้นนำในเอเชียได้ในที่สุด”
“ในเบื้องต้น ทางคณะทำงานได้เริ่มต้นงานระยะแรกด้วยโครงการ “เทรนหนี้” ซึ่งเน้นการสร้างความตระหนักของสังคมในประเด็นการบริหารจัดการหนี้และการมีวินัยในการใช้จ่าย มีสโลแกนสั้นๆจดจำง่ายว่า “ให้ภาระผ่อนหนี้ไม่เกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน” เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นส่วนของการสร้างทัศนคติที่ดีทางด้านการเงิน เป็นกลยุทธ์ป้องกันก่อนที่จะเกิดปัญหา เน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่ผู้ที่มีโอกาสเข้าถึงหนี้ในระบบทั้งผู้มีรายได้ประจำ ลูกค้าผู้ขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ตลอดจนนักศึกษาจบใหม่ โดยเราเชื่อมั่นว่าเมื่อกลุ่มเป้าหมายได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องหนี้เพิ่มขึ้น จะช่วยให้มีพฤติกรรมทางการเงินที่ดีขึ้นได้ โอกาสที่หนี้ที่สร้างใหม่จะกลายเป็นปัญหาในชีวิตหรือครอบครัวลดลง และนำไปสู่การลดปัญหาหนี้ครัวเรือนของระบบเศรษฐกิจได้ในที่สุด” นายบุญทักษ์กล่าวสรุป